ขบวนการ 5 สี

ตำนาน Super Sentai ขบวนการ 5 สี

“ขบวนการ 5 สี” หรือ “ซูเปอร์เซนไท” (ญี่ปุ่น: スーパー戦隊 Sūpā Sentai ) ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง “กลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง” ซึ่งตรงกับคำว่า “ขบวนการ” ในภาษาไทย ซูเปอร์เซ็นไตซีรีส์ (ญี่ปุ่น: スーパー戦隊シリーズ; โรมาจิ: Sūpā Sentai Shirīzu) เป็นชื่อละครโทรทัศน์ชุดโทกูซัตสึในประเทศญี่ปุ่น ที่มีการออกอากาศยาวนานเช่นเดียวกับอุลตร้าซีรีส์และมาสค์ไรเดอร์ซีรีส์ โดยจุดเด่นหลักคือเป็นกลุ่มฮีโร่ที่สวมชุดพร้อมอาวุธต่อสู้และหน้ากากหลากสีรวมตัวกันเป็นทีมหนึ่ง

sentai (2)

ประวัติ : ส่วนประกอบ

เนื้อหาของภาพยนตร์มักจะกล่าวถึงกลุ่มคนทั้ง 5 คน (หรือ 3 คน) ที่ได้รับพลังซึ่งมาจากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป (ขึ้นอยู่กับการกำหนดของเนื้อเรื่องในภาพยนตร์) ใช้วิชาการต่อสู้ในหลากหลายรูปแบบต่างกันมารวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายที่หวังจะครองโลก โดยเหล่าร้ายมักจะแสดงออกมาในรูปของมนุษย์ต่างดาว ปิศาจหรืออสูรกายที่มาจากที่ต่าง ๆ ทั้งในโลก ต่างมิติ หรืออวกาศ

ลักษณะโดยทั่วไปของซูเปอร์เซ็นไต ในแต่ละเรื่อง ตัวละครหลักประกอบไปด้วยเหล่านักสู้ที่ปกติเป็นคนธรรมดา แต่สามารถแปลงร่างได้เพื่อมาต่อสู้กับเหล่าอธรรม ในการแปลงร่างจะมีเครื่องแบบห้าสีจะน้อยกว่า หรือ มากกว่า 5 สี ย่อมได้ ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีชมพู โดยที่หัวหน้าทีมมักจะเป็นสีแดง (แม้บางเรื่องจะมีสีอื่นเป็นหัวหน้าทีมแทนสีแดงก็ตาม) และสมาชิกผู้หญิง มักจะเป็นสีชมพูโดยส่วนใหญ่ (บางเรื่องจะเป็นสีอื่น เช่น สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเหลือง เป็นต้น) ตัวปิศาจจะพ่ายแพ้ในตอนจบเสมอเช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับซูเปอร์เซ็นไต คือหุ่นยนต์ยักษ์ ซึ่งขบวนการแรกที่มีการนำเอาหุ่นยนต์ยักษ์มาใช้คือ แบทเทิลฟีเวอร์ เจ (ส่วนสองขบวนการแรก คือ ขบวนการ 5 จอมพิฆาต โกเรนเจอร์ และ แจ็คเกอร์ เด็นเงคิไท นั้นใช้เพียงยานรบในการต่อสู้เท่านั้น) นับเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้สำหรับหนัง ซูเปอร์เซ็นไตซีรีส์ ในยุคแรก ๆ นั้นจะเป็นยานรบขนาดยักษ์ที่สามารถกลายร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ ต่อมาจึงมีการนำเอายานรบประจำตัวของแต่ละคนมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นหุ่นยนต์ยักษ์เพื่อใช้ในการต่อสู้กับอสูรกายที่สามารถขยายร่างได้

41 ปี ขบวนการห้าสี ในความทรงจำ - Pantip

โปรเจคท์ขบวนการนักสู้ ถูกริเริ่มขึ้นโดย อ.อิชิโนโมริ โชทาโร่ (คนเดียวกันกับที่ให้กำเนิด คาเมนไรเดอร์) ซึ่งคำว่า “ซูเปอร์เซนไท” นี้จะกล่าวถึงเฉพาะภาพยนตร์ที่สร้างโดยบริษัท โตเอะ และสปอนเชอร์หลัก บันได ซึ่งเป็นสปอนเชอร์เดียวกันกับ คาเมนไรเดอร์(มาสค์ไรเดอร์ ซีรีส์)และ เมทัลฮีโร่(ซีรีส์ตำรวจอวกาศ) แพร่ภาพโดย บริษัททีวีอาซาฮีเท่านั้น

ภาพยนตร์ซูเปอร์เซนไท ในแต่ละเรื่องนั้นเรื่องราวจะไม่ติดต่อกัน เพราะเหตุการณ์ในแต่ละเรื่องนั้นถูกกำหนดให้เกิดจากอสูรที่แตกต่างกัน และฉายปีต่อปี ยกเว้นขบวนการครั้งแรกคือ Himitsu Sentai Goranger ที่ฉายถึง 2 ปี แต่ในยุคต่อ ๆ มา จะมีการทำ Crossover หรือ “การรวมตัวละครข้ามเรื่อง” ขึ้นปีต่อปี เพื่อทำเป็นตอนพิเศษขึ้น ซึ่งขบวนการแรกที่มีการ Crossover คือ Himitsu Sentai Goranger และ JAKQ Dengekitai หลังจากนั้นก็ไม่มีการ Crossover อีก จนกระทั่งมี Ninja Sentai Kakuranger และ Chouriki Sentai Ohranger ขึ้น ซึ่งต่อมาจึงมีการทำ Crossover ทุกปี ณ ปัจจุบันนี้ มีขบวนการนักสู้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว 40 ขบวนการด้วยกัน

sentai (6)

เนื้อหาของภาพยนตร์มักจะกล่าวถึงกลุ่มคนหนุ่มสาว 5 คน ที่ได้รับพลังพิเศษซึ่งมาจากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป (ขึ้นอยู่กับTheme หรือการกำหนดของเนื้องเรื่องในภาพยนตร์) โดยพวกเขาจะใช้วิชาการต่อสู้ในหลากหลายรูปแบบต่างกันมารวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายที่หวังจะครองโลก โดยเหล่าร้ายมักจะแสดงออกมาในรูปของปิศาจ หรืออสูรกายที่มาจากที่ต่าง ๆ ทั้งนอกโลก หรือต่างมิติ หรือจากภายในโลกเอง

ลักษณะโดยทั่วไปของขบวนการนักสู้ ในแต่ละเรื่อง ตัวละครหลักประกอบไปด้วยเหล่านักสู้ที่ปกติเป็นคนธรรมดา แต่สามารถแปลงร่างได้เพื่อมาต่อสู้กับเหล่าอธรรม ในการแปลงร่างจะมีเครื่องแบบห้าสีจะน้อย หรือ มากกว่า 5 สี ย่อมได้ ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีชมพู โดยที่หัวหน้าทีมมักจะเป็นสีแดง (แม้บางเรื่องจะมีสีอื่นเป็นหัวหน้าทีมก็ตาม) และสมาชิกผู้หญิง มักจะเป็นสีชมพูโดยส่วนใหญ่ (บางเรื่องจะเป็นสีอื่น เช่น สีน้ำเงิน สีฟ้า สีขาว สีเหลือง เป็นต้น) ตัวปิศาจจะพ่ายแพ้ในตอนจบเสมอเช่นกัน

sentai (1)

อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับขบวนการ Super Sentai คือหุ่นยนต์ยักษ์ ซึ่งขบวนการแรกที่มีการนำเอาหุ่นยนต์ยักษ์มาใช้คือ Battle Fever J (ส่วนสองขบวนการแรก คือ Himitsu Sentai Goranger และ JAKQ Dengekitai นั้นใช้เพียงยานรบในการต่อสู้เท่านั้น) นับเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้สำหรับหนัง Super Sentai ในยุคแรกๆ นั้นจะเป็นยานรบขนาดยักษ์ที่สามารถกลายร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ ต่อมาจึงมีการนำเอายานรบประจำตัวของแต่ละคนมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นหุ่นยนต์ยักษ์เพื่อใช้ในการต่อสู้กับอสูรกายที่สามารถขยายร่างได้ และก็เป็นธรรมเนียมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน